การทำสบู่

27/10/2023 0 Comments

การทำสบู่เป็นกระบวนการที่มีประวัติยาวนานและมีความสำคัญมากในการผลิตเครื่องสำอาง สบู่เป็นส่วนสำคัญที่มีบทบาทในการทำให้ผิวขาวเนียน และสวยงาม ในบทความนี้เราจะอธิบายกระบวนการการทำสบู่และเคล็บสำหรับการผลิตเครื่องสำอาง รวมถึงสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้:

macadamia soap skin care treatment

การผลิตสบู่ธรรมชาติพื้นฐานทั่วไป โดยอาศัยหลักการเกิดปฏิกิริยาของสบู่ หรือเรียกว่า ปฏิกิริยาซาปอนิฟิเคชั่น (Saponification reaction)

สบู่เป็นของแข็งที่มีลักษณะลื้น และให้ฟองเมื่อละลายน้ำ เป็นผลที่ได้จากการที่ไขมัน ทำปฏิกิริยากับด่าง ได้เป็น สบู่และกลีเซอรีน ซึ่งเป็นสารที่ให้ความชุ่มชิ้นแก่ผิวหนัง

วัตถุดิบหลักของสบู่:

  1. น้ำมันพืช: น้ำมันมีบทบาทสำคัญในการทำสบู่ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันจากสัตว์และพืช โดยไขมันจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
    • ไขมันชนิดอิ่มตัว เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม ไขมันเนย ไขมันจากนมแพะ ซึ่งจะทำให้สบู่มีลักษณะแข็ง และเกิดฟองขนาดใหญ่หรือฟองกระด้าง
    • ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันรำข้าว น้ำมันละหุ่ง น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน ซึ่งจะมำให้สบู่มีลักษณะละลายน้ำได้ดี มีคุณสมบัติบำรุงผิว และให้ฟองครีมค่อนข้างละเอียด

2. เบสที่ใช้ในการทำสบู่ มี 2 ชนิด คือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (โซดาไฟ; NaOH) และโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH)ซึ่งนิยมใช้ในการทำสบู่เหลว

การคำนวณสูตร

ในการทำสบู่จะต้องมีการคำนวณปริมาณของน้ำมันและด่างที่จะต้องใช้ เพื่อให้เกิดปฏิกิริยากันพอดี หากมีปริมาณด่างเหลืออยู่มากจะก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อผู้ใช้ได้ โดยการคำนวณจะใช้ค่า saponification คือ ค่าที่ใช้บอกปริมาณเป็นมิลลิกรัมของโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ที่ใช้ทำปฏิกิริยาพอดีกับน้ำมัน 1 กรัม ซึ่งค่าดังกล่าวสามารถหาได้จาก อินเตอร์เน็ต หรือดูจากตาราง Chart of Saponification Values for Making Soap

ในกรณีที่ใช้เป็นสบู่ก้อนแข็งจากโซดาไฟ จะต้องเปลี่ยนมิลลิกรัมของโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์เป็นมิลลิกรัมของโซเดียมไฮดรอกไซด์ โดยใช้สูตร

Chart of Saponification Values for Making Soap อ้างอิงจาก Certified Lye™

Fat or OilLye (Sodium Hydroxide), NaOHCaustic Potash (Potassium Hydroxide), KOH
Almond Oil 🌿0.13670.1925
Aloe Vera Butter 🌿0.17880.2518
Aloe Vera Oil 🌿0.14210.2001
Apricot Kernel Oil 🌿0.13780.1941
Avocado Butter 🌿0.13390.1886
Avocado Oil 🌿0.13370.1883
Babassu Nut Oil 🌿 🚫🇺🇸0.17490.2463
Beeswax 🐇0.06890.0970
Borage Oil 🌿0.13390.1886
Candelilla Wax 🌿0.03220.0454
Canola Oil 🌿0.13280.1870
Canola Oil, High Oleic Acid 🌿0.13300.1873
Castor Bean Oil 🌿0.12860.1811
Cherry Kernel Oil 🌿0.13890.1956
Chicken Fat 🐇0.13560.1910
Cocoa Butter 🌿 🚫🇺🇸0.13780.1941
Coconut Oil, Refined 76° 🌿0.19100.2690
Coconut Oil, Hydrogenated 92° 🌿0.19100.2690
Coconut Oil, Fractionated/Saturated 🌿0.23210.3269
Copha® Vegetable Shortening 🌿 🚫🇺🇸0.19100.2690
Corn Oil 🌿0.13680.1927
Cottonseed Oil 🌿0.13870.1954
Crisco® Vegetable Shortening 🌿0.13690.1928
Emu Oil 🐇0.13770.1939
Evening Primrose Oil 🌿0.13620.1918
Flaxseed Oil 🌿0.13580.1913
Goat Fat 🐇0.13820.1946
Goose Fat 🐇0.13490.1900
Grapeseed Oil 🌿0.13210.1861
Hazelnut Oil 🌿0.13690.1928
Hempseed Oil 🌿0.13590.1914
Jojoba Seed Oil 🌿0.06950.0979
Jojoba Seed Liquid Wax 🌿0.06950.0979
Karite Butter 🌿 🚫🇺🇸0.12960.1825
Kremelta® Vegetable Shortening 🌿 🚫🇺🇸0.19100.2690
Kukui Nut Oil 🌿0.13510.1903
Lanolin 🐇0.07480.1054
Lard 🐇0.13990.1970
Linseed Oil 🌿0.13580.1913
Macadamia Nut Oil 🌿0.13910.1959
Milk Fat 🐇0.15990.2252
Mink Oil 🐇0.14030.1976
Monoï de Tahiti Oil 🌿 🚫🇺🇸0.17960.2530
Neem Tree Oil 🌿0.13720.1932
Olive Oil 🌿0.13530.1906
Ostrich Oil 🐇0.13850.1951
Palm Kernel Oil 🌿 🚫🇺🇸0.17770.2503
Palm Oil 🌿 🚫🇺🇸0.14200.2000
Peach Kernel Oil 🌿0.13610.1917
Peanut Oil 🌿0.13670.1925
Pine Rosin 🌿0.12980.1820
Pumpkin Seed Oil 🌿0.13890.1956
Rapeseed Oil 🌿0.13280.1870
Rice Bran Oil 🌿0.12840.1808
Safflower Oil, High Linoleic Acid 🌿0.13740.1935
Safflower Oil, High Oleic Acid 🌿0.13690.1928
Sesame Seed Oil 🌿0.13360.1882
Shea Butter 🌿 🚫🇺🇸0.12960.1825
Soybean Oil 🌿0.13590.1914
Soybean Oil, 27.5% Hydrogenated 🌿0.13610.1917
Stearic Acid, Animal-Source 🐇0.14130.1990
Stearic Acid, Vegetable-Source 🌿0.14110.1987
Sunflower Seed Oil 🌿0.13580.1913
Sunflower Seed Oil, High Oleic Acid 🌿0.13510.1903
Tallow, Beef 🐇0.14190.1999
Tallow, Deer 🐇0.13820.1946
Tallow, Sheep 🐇0.13840.1949
Tamanu Seed Oil 🌿0.14370.2024
Tiaré Flower Oil 🌿 🚫🇺🇸0.17960.2530
Walnut Oil 🌿0.13490.1900
Wheat Germ Oil 🌿0.13190.1858
🌿 Indicates a fat from a plant source.
🐇 Indicates a fat from an animal source.
🚫🇺🇸 Indicates a fat is NOT produced in the USA. If the fat is included in soap, then the “Made in the USA” logo or slogan must not appear in association with the product, according to the United States Federal Trade Commission.These saponification values indicate the amount of lye (sodium hydroxide) or the amount of caustic potash (potassium hydroxide) needed to completely saponify the listed fat using consistent units of weight.

ตัวอย่างการคำนวณ สบู่จากน้ำมันมะพร้าว

  1. หากใช้นำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 600 กรัม จะทำปฏิกิริยาพอดี โซเดียมไฮดรอกไซด์ = 600 * 0.191 = 114.6 กรัม
  2. ควรมีการลดด่างอย่างน้อย 5% เพื่อมิให้ด่างหลงเหลือหลังทำปฏิกิริยาเสร็จสมบูรณ์ ดังนี้ปริมาณ โซเดียมไฮดรอกไซด์ = 114.6 – 0.05(114.6) = 108.87
  3. ปริมาณน้ำที่ใช้ในการละลายด่างทั่วไปจะใช้ปริมาณ 35 – 40%ของน้ำมัน หรือ 2 เท่าของด่าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ผลิต โดยหากเนื้อสบู่มีความแข็งมากอาจจะปรับเพิ่มปริมาณน้ำได้ เช่นหากใช้น้ำมันมะพร้าวอย่างเดียวอาจจะปรับเป็น 45% = 0.45 * 600 = 270 กรัม
  4. จะได้สูตรสบู่ดังนี้ น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 600 กรัม โซเดียมไฮดรอกไซด์ 108.87 กรัม น้ำ 270 กรัม น้ำมันหอมระเหยตามต้องการ(แนะนำที่ 31 g/Kg)

ตัวอย่างการทำสบู่ จากน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ อ้างอิงจาก งานวิจัยสถาบันวิทยาศาสตร์และเทศโนโลยีแห่งประเทศไทย

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำสบู่

  1. น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 600 กรัม
  2. โซเดียมไฮดรอกไซด์ 108.87 กรัม
  3. น้ำมันหอมระเหย
  4. น้ำ 270 กรัม
  5. โถสแตนเลส หรือบีกเกอร์ ขนาด 1 ลิตร
  6. บีกเกอร์ 1,500 มิลลิลิตร
  7. ใบพายสเตนเลส
  8. เครื่องชั่ง
  9. ถุงมือ แว่นตานิรภัย ผ้าปิดจมูก
  10. แม่พิมพ์
  11. กระดาษ pH

วิธีทำ

  1. ชั่งน้ำมันมะพร้าวใส่บีกเกอร์ขนาด 1.5 ลิตร
  2. ชั่งโซดาไฟ 108.87 กรัม ใส่ในบีกเกอร์ 1 ลิตร เนื่องจากโซดาไฟมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนรุนแรงต้องระวังไม่ให้สัมผัสผิวหนัง ผู้ผลิตจะต้องสวมถุงมือ แว่นตานิรภัย แมสปิดปาก และใช้ช้อนสแตนเลตในการชั่ง
  3. ชั่งน้ำ 270 กรัม ใส่ในบีกเกอร์อีกใบ แล้วค่อยๆเทโซดาไฟลงในน้ำพร้อมคนไปด้วย ย้ำว่าต้องเทโซดาไฟลงในน้ำ เนื่องจาก เมื่อโซดาไฟละลายในน้ำ
  4. ตั้งสารละลายด่างไว้ให้อุณหภูมิลดลงเหลือ 37 องศาเซลเซียส แล้วค่อยๆ เทสารละลายด่างลงในน้ำมัน ใช้ไม้พายกวนสม่ำเสมอ 30นาที
  5. ผสมน้ำมันหอมระเหยลงไป แล้วกวนต่ออีก 15 นาที
  6. ให้พลาสติกปิดพิมพ์ ตั้งทิ้งไว้ 18 – 24 ชั่วโมง จึงแกะออกจากพิมพ์
  7. ผึ่งสบู่ไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ แล้วนำมาขูดละลายน้ำ วัดด้วยกระดาษ pH หากได้ pH 8-10 สามารถนำไปใช้ได้ หากมากกว่านั้นต้องใช้เวลาผึ่งให้นานขึ้น

การใช้โปรแกรมคำนวณสบู่

ทั้งนี้ในการคำนวณสบู่ยังมีอีกวิธีที่ได้รับคามนิยม คือการใช้โปรแกรมคำนวณ ผ่านเว็ปไซต์ของ soapcalc.net โดยเราจะต้องเติมข้อมูลทั้ง 7 ส่วน

  1. ประเภทด่างที่ใช้ในการทำสบู่
  2. ปริมาณที่ใช้ในการทำสบู่ทั้งหมด
  3. ปริมาณน้ำที่ใช้ในสูตร ซึ่งระบบจะกำหนดไว้ที่ 38% อัตโนมัติ
  4. Super fat ซึ่งเว็ปไซต์นี้จะกำหนดไว้ที่ 5% อัตโนมัติ คือ ค่ามาตราฐานในการตั้งค่าไขมันส่วนเกินที่หลงเหลือในสบู่ ไว้เคลือบบำรุงผิว
  5. ในส่วนของน้ำหอม จะกำหนดไว้ที่ 31 g/Kg อัตโนมัติ
  6. ช่วงเลือกประเภทของไขมัน ลงในตาราง
  7. ใส่ปริมาณของไขมันลงไปในช่องด้านท้ายตาราง จากนั้นใช้ calculate recipe & view or print recipe เว็ปไซต์จะมีหน้าแสดงผล พร้อมปริมาณสารที่คำนวณให้เรียบร้อยแล้ว อีกยังยังมีกราฟแสดงคุณสมบุติของสบู่ที่เราบันทึกสูตรลงไป

โดยช่องคุณสมบัติของสบู่

Hardness คือค่าความแข็งมากหรือน้อยของสบู่ เมื่อบ่มครบตามกำหนด

Cleansing คือค่าการบำรุงผิว

Conditioning คือค่าการบำรุงผิว น้ำมันชนิดไม่อิ่มตัวจะมีคุณสมบัตินี้ค่อนข้างเยอะ

Bubbly คือ ค่าฟองขนาดใหญ่ หรือฟองกระด้าง

Creamy คือ ค่าฟองครีม ที่มีความละเอียด นุ่ม

การทำสบู่เป็นกระบวนการที่ควรรู้ในการผลิตเครื่องสำอาง เนื่องจากมีผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยของผู้ใช้งาน การรู้เรื่องนี้จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่คุณผลิตมีคุณภาพและความนิยมในตลาด

ใส่ความเห็น